จะทำอย่างไรให้คนอเมริกัน ยอมสวมหน้ากากสู้โควิด-19 ท่ามกลางวิกฤตที่คาดกันว่าจะมีผู้เสียชีวิตพุ่ง 2.2 แสนรายในเดือนพ.ย.

สถานการณ์การระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในสหรัฐฯ ยังน่ากังวลอยู่ โดยเฉพาะเมื่อเร็วๆ นี้ สถาบัน Institute for Health Metrics and Evaluation ที่มหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน คาดการณ์ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศจะพุ่งขึ้นถึงระดับเกือบ 220,000 คนภายในต้นเดือนพฤศจิกายน นักวิทยาศาสตร์ที่รวมประเมินครั้งนี้ กล่าวว่า “ถ้าหาก 95 เปอร์เซ็นต์ของ ชาวอเมริกันยอมใส่หน้ากากป้องกันเมื่อออกจากบ้าน ตัวเลข

คาดการณ์นี้จะสามารถลดลงได้เกือบ 34,000 คน” พร้อมระบุว่า “ผู้ที่ปฏิเสธที่จะสวมใส่หน้ากาก ทำให้ชีวิตของผู้อื่น รวมทั้งคนในครอบครัว เพื่อนฝูงและชุมชนของตน ตกอยู่ในความเสี่ยง” ด้วย อย่างไรก็ตาม รายงานโดยหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ เปิดเผยว่า ชาวอเมริกันจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในแถบภาคใต้และทางตะวันตกตอนกลางของประเทศของประเทศ (Midwest) ยังต่อต้านการสวมหน้ากากอยู่ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเรื่องการเมืองมากกว่าเรื่องของการปฏิบัติตามหลักการสาธารณสุข ความสับสนและขัดแย้งในเรื่องนี้

สะท้อนภาพความเป็นจริงในสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มส่งสัญญาณสนับสนุนให้ประชาชนสวมหน้ากากมากขึ้น หลังจากที่ปฏิเสธที่จะสวมหน้ากากเมื่ออยู่ในที่สาธารณะมาเป็นเวลานาน ขณะที่ ไบรอัน เคมป์ ผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ซึ่งเป็นสมาชิกพรรครีพับลิกัน ออกคำสั่งไม่ให้นายกเทศมนตรีเมืองแอตแลนตา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต ประกาศให้การสวมหน้ากากเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติในพื้นที่เมืองโดยไม่มีข้อยกเว้น นอกจากเรื่องของจุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองของสหรัฐฯ ซึ่งกลายมาเป็นประเด็นโจมตีระหว่างกันมาโดยตลอด แกแวน ฟิตซ์ซิมอน ศาสตราจารย์ด้านการตลาดและจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก ให้ความเห็นว่า คนจำนวนมากมองว่า หลักปฏิบัติทาง

สาธารณสุขเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของตน ทำให้หลายคนพยายามอย่างสุดกำลังที่จะไม่ทำตามคำแนะนำทั้งหลายนี้ ศาสตราจารย์ ฟิตซ์ซิมอน กล่าวเสริมว่า การใช้คำวิจารณ์รุนแรง ดังเช่นในกรณีของผู้ว่าการรัฐนอร์ท แคโรไลนา รอย คูปเปอร์ เรียกผู้ที่ไม่สวมใส่หน้ากากว่า เป็นพวกเห็นแก่ตัว ยิ่งจะทำให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อต้านหนักขึ้นไปอีก เพราะการทำให้คนๆ หนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งยืนยันต่อสู้เพื่อเสรีภาพ กลายมาเป็นพวกผิดแปลกและรู้สึกละอายใจนั้น เป็นวิธีที่ไม่มีทางสำเร็จได้ แต่ความจำเป็นของการทำให้ประชาชนหันมาสวมหน้ากากมากขึ้นยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น และโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขคือหนทางที่ควรดำเนิน

ด้วยวิธีที่ถูกจุด แอนดรูว์ เชอร์เมอร์ ประธานร่วมของบริษัทพีอาร์ โอกิลวี เฮลธ์ ย้ำว่า สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ การทำให้คนรู้สึกละอายใจ ขณะเดียวกัน การรณรงค์ด้านนี้ต้องใช้ผู้ส่งสารที่คนส่วนมากยอมฟัง ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาเรื่องการสวมหน้ากากที่รัฐนิวยอร์ก ที่เลือกใช้ นักแสดงแถวหน้า มอร์แกน ฟรีแมน มาเป็นผู้ส่งสารที่เชิญชวนให้สาธารณชนหันมาสวมใส่หน้ากาก ด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่บอกว่า “เมื่อคุณสวมหน้ากาก คุณจะได้ความเคารพจากผม เพราะหน้ากากไม่ได้ปกป้องตัวคุณ หากแต่ปกป้องผม”

admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *